มะเร็งปากมดลูก คืออะไร

มะเร็งปากมดลูก (Cervical Cancer) คือ มะเร็งที่เกิดบริเวณปากมดลูก ซึ่งเป็นส่วนล่างสุดของมดลูกที่ต่อกับช่องคลอด โดยมะเร็งชนิดนี้พบมากในผู้หญิง และมักเกิดจากการติดเชื้อไวรัส HPV (Human Papillomavirus) ชนิดเสี่ยงสูงอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน

ตอนที่ 1 : อาการมะเร็งปากมดลูกในระยะแรก

ตอนที่ 2 : การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกมีกี่แบบ

ตอนที่ 3 : ป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้อย่างไร

ตอนที่ 4 : มะเร็งปากมดลูกรักษาหายไหม

ตอนที่ 5 : สรุป

อาการ มะเร็งปากมดลูก ในระยะแรก

มะเร็งปากมดลูก
  1. ตกขาวผิดปกติ ตกขาวมีลักษณะที่เปลี่ยนไปจากปกติ อาจมีสีเหลือง สีเขียว หรือสีน้ำตาลเข้ม มีกลิ่นเหม็นคาว หรือเป็นตกขาวที่มีเลือดปนเล็กน้อย
  2. มีเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด อาการนี้เป็นสัญญาณเตือนที่พบบ่อยและสังเกตได้ชัดเจน เช่น มีเลือดออกหลังจากการมีเพศสัมพันธ์ มีเลือดออกกะปริบกะปรอยในช่วงระหว่างรอบเดือน หรือมีเลือดออกหลังวัยหมดประจำเดือน
  3. มีอาการเจ็บปวดขณะมีเพศสัมพันธ์ อาการเจ็บปวดหรือไม่สบายตัวในขณะมีเพศสัมพันธ์อาจเป็นสัญญาณของการอักเสบหรือการเปลี่ยนแปลงของเซลล์บริเวณปากมดลูก
  4. ระยะเวลาของประจำเดือนนานขึ้น อาจมีอาการประจำเดือนมานานกว่าปกติ หรือมีปริมาณเลือดมากกว่าปกติ

การตรวจคัดกรอง มะเร็งปากมดลูก มีกี่แบบ

  1. การตรวจแปปสเมียร์ (Pap Smear)

เป็นการตรวจคัดกรองแบบดั้งเดิมที่ใช้มาอย่างยาวนาน แพทย์จะเก็บตัวอย่างเซลล์บริเวณปากมดลูกด้วยอุปกรณ์คล้ายไม้พายหรือแปรงเล็กๆ จากนั้นนำไปตรวจหาความผิดปกติของเซลล์ในห้องปฏิบัติการ หากพบเซลล์ที่ผิดปกติ อาจเป็นสัญญาณเตือนของภาวะก่อนเป็นมะเร็งได้

  • จุดเด่น: เป็นวิธีที่ใช้มานาน มีความน่าเชื่อถือในระดับหนึ่ง และมีค่าใช้จ่ายไม่สูง
  • ข้อจำกัด: ความแม่นยำอาจไม่สูงเท่าการตรวจวิธีใหม่ ๆ และอาจตรวจไม่พบความผิดปกติที่เกิดจากเชื้อ HPV ในระยะเริ่มต้น

 

  1. การตรวจหาเชื้อ HPV (HPV DNA Test)

เป็นการตรวจที่ทันสมัยและมีความแม่นยำสูงกว่าการตรวจแปปสเมียร์ เพราะเป็นการตรวจหาเชื้อไวรัส HPV สายพันธุ์ความเสี่ยงสูง (High-Risk HPV) ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของมะเร็งปากมดลูกโดยตรง การตรวจสามารถตรวจพบเชื้อได้ตั้งแต่ในระยะที่ยังไม่มีความผิดปกติของเซลล์

  • จุดเด่น: มีความแม่นยำสูงมาก และสามารถตรวจพบความเสี่ยงได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
  • ข้อจำกัด: มีค่าใช้จ่ายสูงกว่าการตรวจแปปสเมียร์

 

  1. การตรวจร่วมกัน (Co-testing)

เป็นการตรวจคัดกรองที่รวมเอาการตรวจแปปสเมียร์และการตรวจหาเชื้อ HPV เข้าไว้ด้วยกันในคราวเดียว ถือเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการค้นหามะเร็งปากมดลูกในระยะเริ่มต้น

  • จุดเด่น: มีความแม่นยำสูงที่สุด สามารถยืนยันผลได้ทั้งจากความผิดปกติของเซลล์และจากการมีเชื้อ HPV
  • ข้อจำกัด: มีค่าใช้จ่ายสูงกว่าการตรวจแบบแยกแต่ละวิธี เลขเด็ดงวดนี้

 

  1. การตรวจหาเชื้อ HPV จากตัวอย่างปัสสาวะหรือการเก็บตัวอย่างด้วยตนเอง (Self-sampling)

เป็นการตรวจคัดกรองที่ผู้หญิงสามารถเก็บตัวอย่างด้วยตนเองจากช่องคลอดแล้วส่งไปตรวจหาเชื้อ HPV ในห้องปฏิบัติการ ทำให้สะดวกและเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงการตรวจคัดกรองสำหรับผู้ที่ไม่สะดวกมาพบแพทย์

  • จุดเด่น: สะดวก ไม่ต้องเดินทางไปโรงพยาบาล และเป็นวิธีที่ช่วยเพิ่มความถี่ในการตรวจคัดกรองได้
  • ข้อจำกัด: ความแม่นยำยังคงขึ้นอยู่กับวิธีการเก็บตัวอย่าง และอาจยังไม่ครอบคลุมเท่ากับการตรวจโดยแพทย์

ป้องกัน มะเร็งปากมดลูก ได้อย่างไร

มะเร็งปากมดลูก
  1. ฉีดวัคซีน HPV
  • เป็นวิธีป้องกันที่ดีที่สุด
  • ป้องกันเชื้อ HPV ชนิดที่เสี่ยงสูง เช่น สายพันธุ์ 16 และ 18 ที่ก่อให้เกิดมะเร็ง
  • แนะนำฉีดตั้งแต่อายุ 9–26 ปี แต่ผู้ใหญ่ก็ยังสามารถฉีดได้
  • ยิ่งฉีดก่อนเริ่มมีเพศสัมพันธ์ ยิ่งได้ผลดี

 

  1. ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกเป็นประจำ

Pap smear

  • ตรวจหาเซลล์ผิดปกติบริเวณปากมดลูก
  • แนะนำตรวจ ทุก 1–3 ปี ตั้งแต่อายุ 25 ปีขึ้นไป หรือเมื่อเริ่มมีเพศสัมพันธ์

 

HPV DNA Test

  • ตรวจหาเชื้อไวรัส HPV โดยตรง
  • แม่นยำสูง และใช้ร่วมกับ Pap smear ได้

 

  1. มีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย
  • ใช้ ถุงยางอนามัย ช่วยลดโอกาสการติดเชื้อ HPV
  • หลีกเลี่ยงการมีคู่นอนหลายคน
  • หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุน้อย

 

  1. ไม่สูบบุหรี่
  • สารพิษจากบุหรี่ลดภูมิคุ้มกัน และกระตุ้นการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ให้กลายเป็นเซลล์มะเร็งได้ง่ายขึ้น

 

  1. ดูแลสุขภาพทั่วไปให้แข็งแรง
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เช่น ผัก ผลไม้ วิตามิน A, C, E
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ 
  • พักผ่อนให้เพียงพอเหมือนการเล่น เลขเด็ดงวดนี้
  • เสริมภูมิคุ้มกันของร่างกายให้ต่อสู้เชื้อ HPV ได้ดีขึ้น

มะเร็งปากมดลูกรักษาหายไหม

มะเร็งปากมดลูก
  1. ระยะก่อนเป็นมะเร็งลุกลามและระยะที่ 1 (ระยะเริ่มต้น)
  • การผ่าตัด: เป็นการรักษาหลักในระยะนี้ แพทย์อาจทำการผ่าตัดเฉพาะส่วนที่ผิดปกติของปากมดลูก (เช่น การตัดปากมดลูกแบบกรวย หรือ conization) เพื่อเก็บรักษามดลูกไว้ให้ผู้ป่วยสามารถตั้งครรภ์ต่อไปได้ หรือในบางกรณีอาจเป็นการผ่าตัดมดลูกออกทั้งหมด
  • การใช้ความร้อนหรือความเย็น: เป็นการจี้ทำลายเซลล์มะเร็งด้วยความร้อนหรือความเย็น (cryotherapy) ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้รักษาเซลล์ที่ผิดปกติในระยะก่อนลุกลาม
  • การฉายรังสี: อาจใช้ร่วมกับการผ่าตัดหรือใช้เป็นวิธีหลักในการรักษา

 

  1. ระยะที่ 2, 3 และ 4 (ระยะลุกลาม)
  • การฉายรังสี (Radiation Therapy): เป็นวิธีการรักษาหลักสำหรับมะเร็งปากมดลูกที่ลุกลาม โดยอาจใช้รังสีจากภายนอกหรือการฝังแร่ (Brachytherapy) เพื่อทำลายเซลล์มะเร็ง
  • เคมีบำบัด (Chemotherapy): เป็นการใช้ยาเพื่อฆ่าเซลล์มะเร็ง อาจใช้ร่วมกับการฉายรังสีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษา
  • การผ่าตัด: อาจมีการผ่าตัดในบางกรณี ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์

สรุป

โรคที่เกิดจากการเจริญเติบโตผิดปกติของเซลล์บริเวณปากมดลูก โดยมักเกิดจากการติดเชื้อ HPV ชนิดเรื้อรัง ระยะแรกอาจไม่แสดงอาการ แต่หากเป็นมากอาจมีตกขาวผิดปกติ หรือเลือดออกผิดเวลา สามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีน HPV และตรวจคัดกรองเป็นประจำ เช่น แปปสเมียร์